วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

“Facebook” (ไม่)ครองโลก มาดู 4 Social Media ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ Facebook กัน

Social Media
2 ปีที่ผ่านมา Social Media ได้เข้ามามีบทบาทกับประชากรทั่วโลกอย่างเช่นใน India ได้มีอัตราการเติบโตของ users ถึง 51.7% คิดเป็น 1.25 พันล้านคน และใน Indonesia และ China มีอัตราการเติบโตของ Social Media อยู่ที่ 51.6% และ 19.9% ตามลำดับ ส่วน Latin America และ Russia อยู่ที่ 16.3% และ 11.1%
Facebook จัดได้ว่าเป็น Social Media ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในทุกๆประเทศ แต่ความจริงแล้วมีประมาณ 10 ประเทศทั่วโลกที่มี Social Media ที่นิยมไม่แพ้ Facebook เช่นเดียวซึ่งอาจจะมีความนิยมมากกว่าซะด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะ Social Media ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนในประเทศนั้นๆ อาจจะให้ผู้ใช้รู้สึกถูกใจกว่า Social Media ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนทั้งโลกก็เป็นได้ มาดูกันครับว่า 4 Social Media ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ Facebook นั้นมีอะไรบ้าง
1. QZone – QQ (ประเทศจีน)
ไม่ว่าจะเขียน Blog เขียนไดอารี่ ส่งรูปภาพ ฟังเพลง ดูวิดีโอ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้รวมอยู่ใน QZone ซึ่งเป็น Social Media ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศจีนมีผู้ใช้ถึง 625 ล้านคน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้ Facebook ในจีน
QZone
2. VKontakte (ประเทศรัสเซีย)
VK (หรือที่เรียกว่า VKontakte) ได้เป็น Social Media ที่มีจำนวนผู้ใช้มากเป็นอันดับสองในยุโรปรองจาก Facebook และแม้จะรองรับได้หลายภา่ษา (รวมทั้งภาษาไทย) แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือประเทศที่นิยมใช้ภาษารัสเซียเป็นหลัก ส่วนด้านการใช้งานก็คล้ายกับ Social Media ทั่วไป ที่สามารถติดต่อสื่อสารกันทั้งทางสาธารณะและทางส่วนตัว สร้างกรุป แชร์รูปภาพ เพลง หรือ วิดีโอ ในเดือน มกราคมปี 2014 VK ได้มีผู้ใช้ถึง 239 ล้าน account และมีผู้ใช้ถึง 55 ล้านคนต่อวัน
VK
3. Orkut
Orkut เป็นโซเชี่ยลมีเดีย ที่พัฒนาโดย Google ที่คุณสามารถสร้างสมุดภาพออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อกับผู้คนที่สนใจ โดย Orkut นั้นผู้ใช้ต้องมีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันเป็น Social Media ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศ บราซิล
Orkut
4. Tuenti
Tuenti เป็น Social Media ที่ถูกเรียกว่า “Spanish Facebook” ซึ่งการทำงานก็คล้ายๆโซเชี่ยลมีเดีย ทั่วๆไป สร้างโปรไฟล์ อัพโหลดรูปภาพ เชื่อมต่อกับคนรู้จัก และ ฟีเจอร์ลูกเล่นอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในประเทศสเปนนั้น Tuenti ดูเหมือนว่าจะมีความนิยมมากกว่า Facebook เสียอีก
Tuenti
แม้ปัจจุบัน Facebook จะเชื่อมผู้คนไปทั่วโลกแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางประเทศ Social Media ในรูปแบบอื่นๆก็สามารถครองใจผู้ใช้มากกว่า Facebook อาจจะเป็นเพราะทั้งทางด้าน วัฒนธรรม ภาษา หรือแม้แต่ตัว Content ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากกว่าก็เป็นได้ ไม่แน่ประเทศไทยในวันข้างหน้าอาจจะมีโซเชี่ยลมีเดียสำหรับคนไทยโดยเฉพาะก็เป็นได้
by Chawin Supakasemwong

TOP 5 Mobile Marketing Tips & Trends in 2015

Mobile Marketing
ในยุคที่คนไทยหันมาใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คงมีนักการตลาดออนไลน์จำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจการโฆษณาบนมือถือ หรือ Mobile Marketing ที่มากขึ้น เพราะมือถือถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ติดตัวที่เล่นแล้ว ติดลมมากที่สุดก็ว่าได้ จากการสำรวจของ AC Nielsen พบว่าผู้บริโภคคนไทยปีนี้ ใช้เวลาบนมือถือกว่า วันละ 5 ชั่วโมงโดยส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับ อีเมล แอปแชท โซเชียลมีเดีย ใช้งานแอพพลิเคชั่น และ ดูรายการบันเทิง เป็นหลัก ซึ่งถือได้ว่าโมบายเป็นอีกสื่อคุณภาพที่มีหลายๆแบรนด์เริ่มหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น
ผมเชื่อว่านักการตลาดที่ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่หรือเล็กหลายๆท่านคงเล็งเห็นความสำคัญของโอกาสที่มากขึ้นกับ Mobile marketing  นี่คือโอกาสดีที่จะมารู้ทัน 5 Mobile Trends ที่จะมาในปีหน้าก่อนใครและ TIPS ดีๆที่ช่วยคุณเตรียมพร้อมสำหรับการทำ Mobile Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5 TIPS & TRENDS
1) ผู้บริโภคเข้าเวปจากมือถือมากขึ้น
ปฎิเสธไม่ได้แล้วครับสำหรับการทำเวปที่เรียกว่า Responsive Design หรือเรียกง่ายๆคือ การทำเวปที่รองรับมือถือเต็มรูปแบบ โดยข้อมูลของหลายๆเวปดัง Top 5 ของไทย เผยให้เห็นว่าปัจจุบันผู้บริโภคเข้าเวปด้วยมือถือเป็นสัดส่วนที่มากเกิน 40% จากผู้เข้าใช้งานทั้งหมด ซึ่งกล่าวได้ว่าถ้าเวปที่เปรียบเสมือนบ้านของแบรนด์คุณมีขนาดไม่เหมาะสม เช่นถ้าเข้าจากมือถืออาจจะเนื้อหาภาพหรือรูปสินค้ามีขนาดเล็กเกินไป  จะพาให้ผู้บริโภคออกจากเวปคุณได้ง่ายๆ ดังนั้นสิ่งแรกๆที่ควรจะปรับปรุง คือเวปที่สามารถปรับยืดหดเพื่อรองรับดีไวซ์ทุกรูปแบบนะครับ เพื่อให้ผู้เข้าชมอยู่ในเวปนานๆ ซึ่งนั่นหมายถึง โอกาสทางการขายหรือการสื่อสารที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
responsive web design
2) จอใหญ่ขึ้น คอนเทนน์ต้องโดนขึ้น 
ด้วยขนาดจอสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ขึ้นและราคาถูกลงที่ทยอยออกกันมากมากมายพร้อมกับและดีไวซ์ที่มีราคาถูกลง  ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงและหันมาเสพคอนเทนน์ผ่านมือถือมากขึ้น  การทำ Content Marketing จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคอนเทนน์ที่ดีจะทำให้แบรนด์ของคุณถูกแชร์และเป็นที่จดจำ และคอนเทนน์ประเภทวีดีโอถือได้ว่ามาแรงสุดๆในปีหน้า
3) Mobile App…ยังมาแรง!
หลายๆแบรนด์เริ่มหันทำแอพพลิเคชั่นเพื่อการตลาดจริงจังกันมากขึ้นโดยมีจุดประสงค์ต่างๆกันไป เช่น สร้างกระแส, สร้างแบรนด์, CRM, CSR หรือ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมคอนเทนน์ดีๆ ประกอบกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยให้นักการตลาดเข้าถึงความต้องการและครองใจผู้บริโภคได้ง่ายและตรงใจมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Mobile App for CRM “Samsung Galaxy gift” ที่คอยมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า, IKEA AR application ที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ได้ง่ายขึ้น โดยการจำลองเฟอร์นิเจอร์เสมือนจริง และแมพเข้ากับห้องของผู้ใช้ให้เห็นก่อนซื้อ, The Mall Group ใช้ ibeacon เครื่องส่งสัญญาณระยะใกล้เข้ามือถือ เพื่อมอบส่วนลดให้แก่คนเดินห้างแบบ real-time
ซึ่งหัวใจของการทำแอปให้มีคนใช้เยอะๆและได้นานๆนั้น ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้กลุ่มเป้าหมายชอบใช้ จริงในชีวิตประจำวันโดยการใช้งานต้องง่ายไม่ซับซ้อนเพื่อตอบสนองความต้องการและความสะดวกสบายให้ผู้บริโภค
ibeacon
4) มือถือจะเป็นมากกว่าช่องทางชำระเงิน
เทรนด์การซื้อของผ่าน E-Commerce อาจจะเป็นเรื่องปรกติซึ่งผลสำรวจจาก Google บอกว่าทุกวันนี้คนไทยที่เล่นอินเตอร์เนตกว่าครึ่งช้อปออนไลน์อยู่แล้ว  ซึ่งก็อีกกว่าครึ่งที่ใช้มือถือ เพื่อค้นหาข้อมูลแต่พอซื้อจริงกับไปสั่งของผ่านคอมพิวเตอร์พกพา  นั่นคือพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยในปี 2014 ครับ ซึ่งจากสติถิปีนี้มีแนวโน้มว่า คนไทยใช้จ่ายเงินผ่านโมบายมากขึ้น และะคาดการณ์ว่าจะมากขึ้นอีกในปีหน้า ล่าสุด Apple ประกาศ Apple Pay ที่สามารถชำระเงินพร้อมยืนยันลายนิ้วมือ เพื่อใช้ซื้อของตามห้างร้านต่างๆได้
Mobile Payment
ทางทีมงาน FlexTrend คาดการณ์ว่าว่าไม่ช้าก็เร็วมือถือจะมีบทบาทมากในชีวิตประจำวัน ในปี 2014 เราคงได้เห็นแบรนด์ทั้งเล็กใหญ่ได้ลองใช้ไปบ้างแล้ว ซึ่งในปี 2015 นักการตลาดแบรนด์ไหนทำก่อนหรือมองเห็นช่องทางตรงนี้ก่อน เตรียมการณ์ก่อน ลงมือทำก่อน ย่อมได้เปรียบเรื่องประสบการณ์การใช้งานที่คุ้นเคย และยอดขายระยะยาวที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
5) โฆษณาผ่านมือถือโตขึ้นได้อีก
เมื่อมีจำนวนผู้บริโภคใช้งานมือถือมากขึ้น ย่อมมีการแข่งขันทางโฆษณาที่สูงขึ้นมากเป็นเงาตามตัว โดยในปี 2015 นั้น ทาง Gather ได้คาดการณ์เอาไว้ว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะเป็นภูมิภาคทีมี การใช้ งบโฆษณาสูงที่สุด และเพิ่มมากกว่าเดิมถึง 4 เท่าจากปัจจุบัน ซึ่งในไทยเองก็มีการโฆษณาผ่านมือถือกัน อย่างแพร่หลายทั้งแบบ SMS ดั้งเดิม และ ยุคใหม่ เช่น LINE, Banner AD, Search & Call AD, in APP AD และ อื่นๆอีกมากมาย  และจากการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ ทำให้โมบายเป็นอีกสื่อที่มีไม่ใช่แค่แย่งพื้นที่จับจองโฆษณาอีกต่อไป แต่จะทำอย่างไรให้ได้ผลลัพท์ที่ดีและมากที่สุด
Mobile Ads
ทางทีมงานขอแชร์จากประสบการณ์ที่ได้ผลกับการทำให้การลงโฆษณาผ่านมือถือเห็นผลดีขึ้นได้ทันตานะครับ    เริ่มจากการใช้ Tools  เพื่อวิเคาระห์ระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน, เจาะลึกกลุ่มเป้าหมายว่าใช้งานช่วงเวลาไหน ผ่านช่องทางไหน อย่างไร, ดูความเหมาะสมของสินค้าหรือบริการที่จะลงโฆษณาว่า คอนเทนน์หรือ โฆษณาแบบไหนที่เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละประเภทมากที่สุด และ สุดท้ายแล้วต้องวัดผลได้ชัดเจนยกตัวอย่างเช่น engagement, ปิดการขาย, หรือ มาร่วมงานอีเวนน์ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง
จาก 5 เทรนด์ที่ได้กล่าวไป ในปี 2015 มือถือจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นมากจนเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิตประจำวันและยังเป็นสื่อติดตัวที่เข้าถึงได้เร็วมากที่สุดก็ว่าได้ ทางผมหวังว่าทิปทั้ง 5 ข้อ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ของคุณ ในยุคที่สมาร์ทโฟนครองใจผู้บริโภคเกือบทั้งประเทศ
by Chawin Supakasemwong

CTR ไม่เพียงพอสำหรับการวัดผล Online Campaign อีกต่อไปแล้ว

ที่ผ่านมาตลอดหลายปี ในบรรดาแวดวงคนที่ทำโฆษณา Digital ต่างล้วนแต่ยึดการวัดผล ในประสิทธิภาพของ Campaign โฆษณาผ่าน Indicator หลักๆ อย่าง CTR และ Visitors ซึ่งเป็นการวัดผลที่กลางน้ำ ค่อนไปทางต้นน้ำ
ถ้าพูดถึงการวัดผลที่ต้นน้ำ ในการลงสื่อโฆษณาก็จะทำให้เรานึกถึงตัว KPI อย่างพวก Reach, Frequency, Demographic, Geographic และ Share of Voice เป็นหลัก ซึ่งในยุคแรกของการทำ online marketing ในเมืองไทยนั้น แค่สามารถ Detect ได้ว่าผู้เข้าชม Banner เห็นจากจังหวัดไหน มีการกระจายตัว (Reach) อย่างไร ก็ถือได้ว่า เป็น Campaign ที่มีความทันสมัยแล้ว Campaign ส่วนใหญ่ในสมัยก่อน จึงมักจะเป็นพวก Consumer Product ที่เน้นตลาด Mass เป็นหลัก
ในปัจจุบัน การทำ Geo-location Targeting เป็นเรื่องธรรมดามากแล้ว Google Adwords และเครื่องมืออื่นๆ เข้ามาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งการซื้อ Facebook Ad ก็สามารถตอบโจทย์ในรูปแบบ Geographic และ  Psycographic ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นการวัดผลที่เป็นต้นน้ำเท่านั้น การวัดผลด้วยการดู Click Throuth Rate (CTR) จึงถูกนำมาวัดผลประสิทธิภาพของ Campaign ในยุคก่อน เพราะถูกว่าวัดความสนใจของลูกค้าได้ลึกขึ้น 1 ระดับ

Click-Through-Rate (CTR) เชื่อถือได้จริงหรือ?

Expandable banner วิธีการเพิ่ม Click-Through-Rate แบบกำหนดได้
ในความเป็นจริง CTR สามารถกำหนดตัวเลขได้จากฝั่ง publisher ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การเพิ่มตัวเลขผ่าน Expandable Banner (นึกถึงแบนเนอร์ที่ขยายขนาดเอง และปุ่มกดปิดที่กดแล้ว ดันไปเปิดหน้าโฆษณาเสียนี่) ถ้าเลวร้ายกว่านั้นหน่อย ก็จะเป็นการใช้ Script เข้ามาปั่น และสร้าง Click ปลอม เพื่อหลอกให้ Agency และ Advertisers หลงดีใจว่า สื่อตัวนั้น ตัวนี้ มี CTR ที่สูง หลงคิด ROI ผ่านการดู Average Cost per Click (หรือบางที่ก็เรียกว่า Average Cost per Visit) ออกมาแล้วตกไม่กี่บาท เผลอๆ ราคาออกมาดูเหมือนจะมี Efficiency ดีกว่า  Google AdWords หรือ Facebook Ad ด้วยซ้ำไป…
อันที่จริง ในยุคใหม่นี้ CTR ใช้วัดได้เฉพาะ ความสามารถในการเรียกความสนใจของ Banner เท่านั้น..
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ วัดประสิทธิภาพของ Banner เสียมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่า Banner ที่ได้รับ CTR สูงๆ นั้น มันจะตรงข้ามกับสิ่งที่ Advertiser ส่วนใหญ่จินตนาการกันเอาไว้

Banner ที่สร้าง CTR ได้สูง มักจะประกอบไปด้วยปัจจัยหลักๆ ดังนี้

  1. สีพื้นหลัง ค่อนข้างกลืนไปกับสีพื้นหลังของเวบไซต์ (วันหลังจะมาขยายความเรื่องนี้อีกที)
  2. มีข้อความ Call-to-Action เก๋ๆ (บาง Banner พูดกันตรงๆ เลยว่า อย่า click นะ)
  3. มี Animation บ้างเล็กน้อย ไม่ใช่ Flash กระจายเต็มจอ
  4. มี Video ที่สามารถ Auto Play ได้สั้นๆ
สิ่งหนึ่งที่ Advertiser หรือ Agency ยังไม่ได้ระวังเท่าที่ควร คือ การรักษาระดับความสัมพันธ์ของคำโฆษณา (what you promise) กับรายละเอียดในหน้า Landing Page หรือหน้าที่เป็นรายละเอียดของกิจกรรมโฆษณา (Real Content) หาก สิ่งที่ Banner ได้ promise เอาไว้ มีเนื้อหาแตกต่างกับ Content ในหน้า Landing Page จนเกินไป ถึงแม้เราจะได้ CTR สูง แต่ก็จะมี Exit หรือ Bounce Rate สูงตาม เพราะ Visitor ที่เข้าเวบเกิดความผิดหวัง หรือหาสิ่งที่ต้องการจริงๆ ไม่เจอ

ถ้า Click-Through-Rate ไม่ใช่…แล้วอะไรที่ใช่

เมื่อ CTR เป็นเพียงการวัดผลแบบกลางน้ำ จาก Media และ Banner เท่านั้น Flexmedia จึงแนะนำให้ Advertiser มีการวัดผลเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับตัวเลขรายงานด้วยว่าผู้ที่เข้าชมเวบไซต์มีการตอบปฏิสัมพันธ์สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการให้เขาทำมากน้อยแค่ไหน โดยตรวจสอบได้จาก  Landing Page ด้วยตัววัดผลต่างๆ ดังนี้
  1. Visitor ที่เข้าเวบเหล่านั้น ได้เข้าไป Take Action หรือมี Conversion ที่เราต้องการกี่%
  2. Visitor ที่เข้ามา อยู่บนเวบในเวลาที่นานพอหรือไม่ ไม่ใช่เข้ามา 5 วินาที แล้วก็ออกไป
  3. Visitor ที่เข้ามามีการไปดูหน้าอื่น ท่องเที่ยวไปดูหน้าโน่นหน้านี่ในเวบบ้างหรือไม่
สำหรับข้อ 2 และ ข้อ 3 ที่ Flexmedia เราเรียกรวมๆ กันว่า Engaged Visitors ซึ่งเป็น Indicator ตัวใหม่ที่นำมาวัดผลเชิงคุณภาพในตอนปลายน้ำ ได้แม่นยำ และมีความหมายครบถ้วนกว่าการดูแค่ CTR เฉยๆ เราแนะนำให้ Advertiser ติดตั้ง Google Analytics เพื่อดูคุณภาพของ Media และ Banner แต่ละตัวอย่างละเอียด จะทำให้เราได้ข้อมูลที่มีประโยชน์และสามารถรู้ได้ทันทีว่า Media ตัวไหน work / ไม่ work อย่างแท้จริง !!
ในโอกาสหน้าจะมาสอนการวัดคุณภาพ Campaign อย่างละเอียดด้วย Google Analytics กันอีกนะครับ…
 

5 Digital Trends มาแรง ที่ Digital Agency ควรจับตามอง!

ณ วินาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโลกของเราได้เปลี่ยนเป็นโลกแห่งยุคอินเตอร์เน็ตที่ไร้พรมแดนแล้ว การติดต่อสื่อสารอะไรก็สามารถทำได้อย่างกว้างขวางเพียงแค่ใช้สื่อดิจิตอล นี่ก็เป็นเหตุผลที่เหล่า Digital Agency ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีและเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดย 5 Digital Trends ที่มาแรงในยุคปัจจุบัน มีดังนี้

Digital Trends  1
Mobile World

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปัจจุบัน “โทรศัพท์มือถือ” กลายเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ไปเสียแล้ว ผู้บริโภคไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียงเพื่อการติดต่อสื่อสารอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขาทั้งหลายยังใช้เพื่อการทำธุรกิจ , การสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ , การอ่านข่าว รวมไปถึงการเล่นโซเชียลมีเดียเพื่อเอนเตอร์เทนตัวเองอีกด้วย
ศูนย์วิจัยบางที่ (ณ ที่นี้ อ้างอิงจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย) กล่าวว่าเพียง 1 ปีที่ผ่านมาจากปี 2555 ถึงปี 2556 มียอดการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มมากขึ้นถึง 4 ล้านกว่าเครื่อง คิดเป็น % ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 16%
Picture1

เมื่อพิจารณาถึง %การเติบโตของ 3G จะพบว่า ใน 1 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตถึง 80% เลยทีเดียว แล้วทีนี้จะไม่ให้พูดว่าโทรศัพท์มือถือกลายเป็นปัจจัยหลักได้อย่างไร ??
Picture2
นอกจากเรื่องอัตราการใช้ Mobile Device ที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เรายังพบว่ามีอีกหลายปัจจัยที่ Digital Agency ควรรับรู้สำหรับการพัฒนาแคมเปญ นั่นคือ
การค้าขายผ่านมือถือ (Mobile Commerce)
Picture3E-Commerce หรือที่เรียกว่าการซื้อขายออนไลน์นั้นมีมาหลายปีแล้ว และได้ขยับจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาอยู่บนแพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือ (Mobile Commerce) แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องมาจาก ปัญหาบางประการที่ยังไม่เสถียร เช่น ระบบการชำระเงิน และระบบการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค จนหลายๆบริษัทได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้จุดบกพร่องดังกล่าว จนมาถึงวันนี้ เราได้เห็นการพัฒนาของแอพพลิเคชั่นมือถือที่เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น “True Money Wallet Application” ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อหวังเป็นเคาน์เตอร์จ่ายเงินออนไลน์ของคนไทย “SCB ติ๊ด ติ๊ด Application” ของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเขียนสลิปฝาก-ถอนได้ล่วงหน้า ทำให้ประหยัดเวลาเมื่อไปถึงที่หน้าเคาน์เตอร์  ส่วนนี้นับเป็นการตอบโจทย์ Consumer Insights ได้ดีทีเดียว และตัวอย่างสุดท้ายกับ Application ยอดฮิตที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของคนไทยนั่นคือ “Line Application” ที่มีบทบาทแทนที่การส่ง SMS และการแชทบนมือถือในปัจจุบัน ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ Digital Agency ควรตระหนัก และนำไปพัฒนาแคมเปญต่างๆให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าท่านเอง
การชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment)
Mobile Payment ถูกพัฒนามาเพื่อทดแทนการใช้บัตรเครดิตหรือเงินสด สำหรับชำระค่าสินค้าหรือบริการ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใส่โปรโมชั่นหรือบริการเสริมลงไปได้ พูดเลยว่ามีประโยชน์กับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการอย่างมาก แต่ในบางที่ก็ยังติดกับปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยในการชำระเงิน และเทคโนโลยีที่ยังไม่เสถียรเพียงพอ เหล่านี้อาจเป็นหน้าที่ของ Digital Agency ที่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นความจริง ชี้แจงข้อมูลต่างๆเพื่อลดความกังวล และต้องนำปัญหาต่างๆกลับมาพัฒนาเพื่อให้ Mobile Payment เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการทำธุรกิจนั่นเอง
Picture4
ดังนั้นคุณก็คงจะรู้แล้วว่าโลกของเรากำลังเข้าสู่ยุค Mobile World อย่างเต็มรูปแบบ และหากคุณเป็นหนึ่งใน Digital Agency สิ่งแรกที่คุณควรไปบอกลูกค้าก็คือการเปลี่ยนแปลง Website ให้อยู่ในแพลตฟอร์มที่รองรับกับทุก Device (Responsive Design) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็วนั่นเอง!
Picture5

Digital Trends  2

TV Revolution

ปัจจุบันหลายๆคนคงรู้ว่าโทรทัศน์กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เนื้อหาที่แสดงบนโทรทัศน์ไม่ถูกจำกัดอยู่กับช่องสัญญาณ Free TV หรือ Cable TV อีกต่อไป เนื่องมาจากการพัฒนาของค่ายผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่หันมาทำให้ TV กลายเป็นอีกหนึ่ง IP-Connected Devices ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้จากหน้าจอทีวี การเกิดขึ้นของ Apple TV และ Google Chromecast ที่สามารถทำให้โทรทัศน์เครื่องเดิมที่มีช่องสัญญาณ HDMI กลายเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า TV เดิมๆ นั้นกำลังจะหายไปจากท้องตลาดในไม่ช้านี้
InternetTV ช่องทางกระจาย Digital content ที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
ภาพประกอบที่ 6: InternetTV ซึ่งเป็น IP-Connected device ที่กำลังได้รับความนิยม
จากการเชื่อมต่อของอินเตอร์เน็ตสู่โลกของโทรทัศน์ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงวิดีโอจำนวนหลายล้านเรื่อง(ทั้งไทยและต่างประเทศ)ใน Youtube ได้โดยง่าย ปรากฏการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำการศึกษาของบริษัทวิจัย Nielsen ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในหัวข้อ “Behavior in 3 Screens”  ว่าผู้บริโภคจะมีพฤติกรรมในการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านจอสามจอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้แก่ จอคอมพิวเตอร์ จอโทรศัพท์มือถือ และจอโทรทัศน์ ตามลำดับ
ภาพประกอบที่ 7: การส่งผ่าน Digital content ผ่าน IP-Connected devices
จากข้อมูลข้างต้นทำให้ Digital Agency ทั้งหลายไม่ว่าจะ Local หรือ Global พึงตระหนักเลยว่าผู้บริโภคสามารถเข้าถึง Digital content ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ได้ง่ายขึ้นแล้ว เนื่องจากอิทธิพลของโฆษณาบน Free TV ลดลงทั้งเรื่องคู่แข่งของจำนวนช่องที่เพิ่มมากขึ้นและความหลากหลายของเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นในฐานะ Digital Marketers ก็ควรที่จะคิดหาแคมเปญที่ตอบโจทย์ในส่วนดังกล่าวด้วยนั่นเอง

Digital Trends  3Online Video

จากผลกระทบข้อ 2 เรื่อง TV Revolution และลักษณะ Content ที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน ทำให้ Online Video กำลังจะกลายเป็นสื่อกระแสหลักอย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจุบันมีรายงานว่าความนิยมในสื่อวีดีโอออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับ Critical Mass ทั้งในแง่จำนวนผู้ชมที่เพิ่มมากขึ้นและจำนวนชั่วโมงในการรับชมที่สูงขึ้นด้วย
Online video สือที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ผ่าน IP-Connected devices
ภาพประกอบที่ 8: Video content เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
ปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาทำให้วีดีโอออนไลน์กลายเป็นของเล่นใหม่สำหรับ Digital Marketers ไปโดยปริยาย เดิมทีวีดีโอออนไลน์อาจใช้เพื่อโปรโมทแคมเปญกับบุคคลเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบัน Digital Agency ทั้งหลายสามารถนำวีดีโอออนไลน์มาใช้ได้ใกล้เคียงกับสื่อ Mass เลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น การนำโฆษณา TVC มาเผยแพร่ในช่องวีดีโอออนไลน์ อย่างแบรนด์ไทยประกันชีวิต หรือ เนเจอร์กีฟ , มิวสิควีดีโอ อย่างเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทร หรือแม้กระทั่งการทำซีรีย์ อย่างเรื่องฮอร์โมนของค่าย GTH ที่สามารถเรียกยอดชมได้สูงกว่าสื่อ Mass ปกติเสียอีก

Digital Trends  4Media Optimization (Focus on Revenue)

ปัจจุบันการลง Media เพียงเพื่อเพิ่มยอด Visitors หรือแค่สร้าง Brand Awareness อาจจะดูโบราณไปเสียแล้ว โดยความจริงหลายๆธุรกิจคงต้องหวังในเรื่องยอดขายหรือผลกำไรทั้งสิ้น ดังนั้น Digital Agency ควรศึกษาเรื่อง Media Optimization สำหรับการพัฒนาแคมเปญให้ลูกค้าตัวเองได้ Return-On-Investment เสียก่อน!
การทำ Media Optimization จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานเว็บไซต์ เพื่อที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาทำการโฆษณากับ Target Group แบบ Real Time ได้ถูกต้อง ซึ่งเหล่า Digital Agency ต้องมีความรู้ในเรื่องของการวิเคราะห์ว่า Ads ประเภทไหนที่สามารถพาผู้บริโภคให้มาที่ Landing Page ของลูกค้าได้ หรือ Ads ประเภทไหนที่ไม่ได้เพียงแต่พาคนมาอย่างเดียวแต่สามารถทำให้คนเหล่านั้นเกิด End Action ที่ลูกค้าต้องการได้ด้วย
การวัดผลตอบรับจากการลงสื่อของ Digital agency ด้วยเทคนิค Conversion optimization
ภาพประกอบที่ 9: Conversion optimization วิธีการวัดผลของ Digital agency
ยกตัวอย่างแคมเปญของแบรนด์ Zalora ที่ทำการตลาดแบบ Media Optimization โดยเมื่อเข้าเว็บไซต์เค้าแล้ว เราจะถูกบันทึกข้อมูลที่ได้กระทำ ทั้งช่วงเวลาเข้าชม จำนวนหน้าที่ชม ประเภทสินค้าที่เลือกชม รวมไปถึงประวัติการซื้อสินค้าว่าเราเคยซื้อสินค้าอะไรไปแล้วบ้าง เป็นต้น ถ้าหากเรายังไม่ซื้อสินค้า แบนเนอร์โฆษณาของสินค้านั้นๆจะไปปรากฏในเกือบทุกเว็บไซต์ที่เราเข้า (Re-marketing)  ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจดจำและส่งไปถึงการสั่งซื้อต่อไปนั่นเอง

Digital Trends  5SEO Has Evolved


ภาพประกอบที่ 10: เปรียบเทียบพัฒนาการของการทำ SEO
สืบเนื่องมาจากข้อ 4 Media Optimization (Focus on Revenue) ที่หลายๆ บริษัทเริ่มพัฒนาวิธีการโฆษณา โดยคำนึงถึง Return-On-Investment มากขึ้น การทำ SEO ให้ติดหน้าแรกๆของ Search Engine อย่าง Google ก็เช่นกัน ที่ต้องมีการพัฒนาตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น
  1. สมัยนี้ผู้บริโภคมีความรู้มากขึ้น เวลาจะ Search หาข้อมูลอะไรก็ใส่คำ Keyword ที่ยาวขึ้น
  2. สมัยนี้ 3rd Party  เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจต่อการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการของผู้บริโภคมากขึ้น ยิ่งคนอื่นเค้าว่าดี ก็ยิ่งทำให้เรามีความเชื่อมั่นในสินค้าหรือบริการนั้นๆมากขึ้น
  3. แม้ Website ของคุณจะอยู่ในหน้าแรกของ Google แต่หากไม่เคยลบข่าวเสีย ข่าวฉาวที่อยู่ในหน้าต้นๆด้วย รับรองว่าการทำ SEO ของคุณจะไม่เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน
ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมาก็คือ 5 Digital Trends มาแรง ที่ Digital Agency ควรจับตามองเพราะจะส่งผลกระทบต่อการทำแคมเปญของลูกค้าทั้งสิ้น ดังนั้นก่อนที่เราจะคิดแผนการตลาดอะไร พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในแผนการโปรโมทด้วย!
อ้างอิง :
  • www.kasikornresearch.com/TH/Pages/Default.aspx
  • www.brandbuffet.in.th/2014/03/focal-2014-digital-trends/
  • www.thairath.co.th/content/396616
  • www.thairath.co.th/content/394081
  • www.marketingoops.com/news/agency/adyim-digital-trend/?doing_wp_cron=1402643886.2792820930480957031250
ภาพประกอบ :
  • www.paymentscardsandmobile.com/unicredit-contracts-first-data-mobile-payment/
  • http://macformat.techradar.com/blog/apple-tv-sneak-peek/
  • http://nbry.wordpress.com/2011/07/18/transmedia-lab-changes-skin/
  • www.npr.org/blogs/alltechconsidered/2012/12/26/167723429/online-videos-not-just-made-by-amateurs-anymore
by Narutchai

สำคัญหรือกับการตลาดบนสังคมออนไลน์ (Social Media Marketing)

Social Media สื่อออนไลน์ที่มีผู้เล่น Internet รวมตัวกันมากที่สุด และเป็นสื่อที่สามารถโต้ตอบกันได้ทันทีในลักษณะสองทิศทาง (Interactive) และยิ่งด้วยปัจจัยในยุคปัจจุบันที่เอื้ออำนวยอย่างมากกับสื่อ Social Media ไม่ว่าจะเป็นราคา Smart Phone, Internet-WIFI ที่มีราคาถูกลง, ระบบ Internet ที่ความเร็วสูง, กระแส Viral ในสื่อ Social Media Marketing เอง ฯลฯ เหล่านี้เองที่นำพาประชากรในโลกเข้าไปรวมตัวกันใน Social Media เพื่อแบ่งปันความรู้ พูดคุยถึงกระแสต่างๆ แชร์ข้อมูลข่าวสารให้แก่กันได้อย่างอิสระ และสามารถโต้ตอบแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างทันทีทันใด ทำให้คุณไม่พลาดทุกการสื่อสาร บางคนเชยไปเลยก็มีถ้าไม่ได้เสพสื่อ Social Media ไปหนึ่งวัน
1
คนส่วนมากจะคิดว่าเป็นสื่อที่ใช้สื่อสารกันระหว่าง user กับ user เท่านั้น (ในยุคแรกๆ) แต่ในความเป็นจริงที่เหล่าบรรดา Digital Agency อย่างเราๆมองเห็นก็คือหากมี user รวมตัวอยู่ที่ไหนขายของที่นั้นแหละดีที่สุดแต่ที่สำคัญที่นักโฆษณา Digital agency ต้องคำนึงถึงคือคุณต้องสื่อสาร และเลือกขายให้ถูกคน ซึ่งถ้าทำได้ถูกจุดประสงค์แล้วละก็การทำการตลาดบนสังคมออนไลน์จะส่งผลอย่างดีเยี่ยม
Social Media Marketing (SMM) มีประโยชน์อย่างไร
- ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าหรือผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิด เพราะสามารถโต้ตอบสื่อสารได้แบบสองทิศทาง
- การทำการตลาดแบบ Social Media Marketing ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการโฆษณาแบบอื่นๆ
- ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าหรือบริการได้ ตลอด 24 ชม.
- ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการโปรโมทหรือการประชาสัมพันธ์ เพราะเป็นสื่อที่มีต้นทุนต่ำมาก
- ช่วยเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างลูกค้าของคุณและบริษัทของคุณ
- ช่วยในการประชาสัมพันธ์บริษัท หรือ เว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้เกิดการบอกต่อในคนหมู่มาก ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
และที่สำคัญคนสายงาน Digital Agency มองเห็นถึงพลังที่ซ่อนอยู่ของ Social Media Marketing นั้นคือผลพวงที่จะทำให้เว็บไซต์หลักของคุณขยับขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในเว็บไซต์ของ Google อีกด้วยซึ่งข้อดีของการทำการตลาดบนสังคมออนไลน์อีกด้วย

number one (first)

 

หลักการ 5 ข้อ ในการซื้อ Video Banner แบบสุด Save

ในปัจจุบัน กระแสความนิยมของ Video Advertising และ Video Banner พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรวดเร็วของ Internet ซึ่งปัจจุบันคงจะเป็น ADSL กันแทบจะทุกบ้าน อีกทั้งมือถือก็มีความเร็วในระดับ 3G นี่น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความสะดวก และ experience ที่ได้จากการรับชม Online Video สูงยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก TrueView Ad หรือ Google Display Network ซึ่ง Media Platform ทั้งสองตัวนี้ ช่วยให้เราสามารถลงโฆษณาที่เป็น Video Banner ราคาที่ถูกกว่าแต่ก่อนมากมาย (เมื่อก่อน Video Banner อาจจะอยู่ที่ 350 บาท ต่อ CPM ขึ้นไป และยังไม่รวมค่า Ad Serving อีกต่างหาก)
ดังนั้นการแข่งขันในปัจจุบันจึงอยู่ที่ว่า ใครจะสามารถลด Video Banner ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ากัน ทาง Flexmedia โดยทีม ROI จึงได้รวบรวมเคล็บลับง่ายๆ 5 ข้อ ที่จะช่วยลดต้นทุนในการซื้อ Video Banner แบบมืออาชีพ;
1. การกำหนด Target Audience ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็น Demographic หรือ Interest ต้องไม่กว้างจนเกินไป จริงอยู่ถึงแม้คุณจะมี Campaign ที่เน้นการสร้าง Brand Awareness ที่เน้นคนทั่วไป แต่คุณก็ยังต้อง match ความสนใจของคนเหล่านั้น ในขณะที่เค้ากำลังใช้เวบอยู่ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือ กลุ่มผู้หญิง วัยทำงาน อายุ 25-35 ปี สินค้าของคุณเป็นกระเป๋าแฟชั่น สุดชิก
คุณคงไม่อยากลง Video Banner ใน Section Gossip ดาราเป็นแน่ เพราะถึงแม้ Demographic จะตรงกันก็จริง แต่ Psycographic อาจจะไม่ตรงกัน คุณอาจจะต้องระวังระดับ ความสนใจ และความรู้สึกบวกลบ ของผู้ชมในขณะนั้นด้วย ว่าสอดคล้องกันไหม…
2. การกำหนดเว็บไซต์ และ Topic ของเว็บไซต์ให้มีความเหมาะสมกับตัวสินค้าการกำหนด Site Placement และ หัวข้อ Keywords ในการ Target Video Banner นั้น ควรเน้นให้มีความสอดคล้องกับ Key Message และการเล่าเรื่องที่ไปในทิศทางเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสินค้าคุณคือ อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย คนส่วนใหญ่มักจะ Target Site Placement ไปที่ web portal ใน section กีฬา เพราะมองว่า ผู้ชายน่าจะไปออกันอยู่ตรงนั้น ความจริงก็คือ เวบกีฬาในปัจจุบันก็มีผู้หญิงเข้าชมเยอะมาก สู้เรา Target ไปที่ website ที่มี content sexy และใช้ keywords sexy ไปเลยตรงๆจะดีกว่า…
3. ลง Banner Size ขนาดต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสในการขึ้นแสดงในเว็บไซต์มากขึ้นหากเราสังเกตให้ดีจะพบว่า Video Banner Size ยอดนิยม คงหนีไม่พ้น 300×250 pixel ซึ่งเวบส่วนใหญ่ก็มีเยอะพอสมควร
แต่ Banner ที่เวบไซต์ส่วนใหญ่นิยมมีกันจริงๆก็คือ 728×90 pixel และ 468×60 pixel รวมไปถึง 120×600 pixel  ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ Advertiser ส่วนใหญ่เลยไม่ได้ทำ Video Banner size เหล่านี้กัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว Banner ขนาด 728×90 มีปริมาณ inventory เยอะกว่าแบบอื่นๆ หลายเท่า!
ถ้าไปดูในระบบของ Google เราจะพบว่า Google รองรับ Video Banner หลาย size ด้วยกัน ดังนี้
Video ads are available in the follow supported sizes:
  • Leaderboard (728 x 90)
  • Skyscraper (120 x 600)
  • Wide skyscraper (160 x 600)
  • Small square (200 x 200)
  • Square (250 x 250)
  • Large rectangle (336 x 280)
  • Rectangle (300 x 250)
เพราะฉะนั้นอย่าลืมเพิ่มโอกาสของคุณด้วยการเลือก Video Banner ให้ครบทุก Size เท่าที่จะทำได้…
4. ทำ Look & Feel ของตัว Banner เริ่มต้นให้มีความน่าสนใจ
เนื่องจากเรากำลังรับมืออยู่กับผู้บริโภค ที่มีทางเลือกใหม่ และใจร้อน เค้าสามารถกด Skip Ad หรือ Click ไปที่อื่นได้ง่ายๆ (นี่คือจุดหนึ่งที่โฆษณาในโรงภาพยนต์มีประสิทธิผลสูงมาก เพราะผู้ชมลุกหนีไปไหนไม่ได้) ดังนั้นเพื่อที่สร้างยอดในการชม และเพิ่มPerformance ให้กับ Campaign เราควรจะต้องใช้ Video ที่โดดเด่น มีแรงดึงดูด และเรียกร้องความสนใจจากผู้ชมได้ภายใน 5 วินาทีแรก!!  
ไม่เช่นนั้นโอกาสที่คุณจะโดนกด Skip Ad จะสูงมาก เพราะฉะนั้น Video ประเภทค่อยๆ Build อารมณ์ขึ้นมา หรือเล่าเรื่องช้าๆ อาจจะพลาดโอกาสไปได้ง่ายๆ ยกเว้นเสียแต่จะเป็น Viral Video ที่มีคนพูดถึงกันจริงๆ
5. ทำการ Optimize Campaign อย่างสม่ำเสมอ เพื่อผลลัพท์ที่ดีขึ้นการที่เราคอยปรับปรุง และปรับเปลี่ยน target หรือ Ad group มีผลอย่างมากต่อต้นทุน และปริมาณ click ที่จะได้ในแต่ละ campaign การทยอยลด site placement ที่มี CTR ต่ำจนเกินไป และไปเพิ่ม Bid สู้ใน placement หรือ keyword ที่ Google Analytics ได้ track แล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง จะช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพของ Campaign ขึ้นมาทีละนิด
Campaign Optimization ก็คือ การลดและปรับปรุงต้นทุนของ cost/click และ cost/action ทีละนิด อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Digital Agency ส่วนใหญ่จะมี Tools หรือ Know-how ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง หากคุณต้องการประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการทำ Campaign ที่เป็น Online Video สามารถขอรับคำปรึกษาฟรีได้ที่ komjak แอท flexmedia.co.th


Video Content Marketing 2015 ปีหน้ามาแน่!!!

Video Content Marketing
“Video Content Marketing” เป็นหนึ่งในรูปแบบ Content ที่น่าจับตามองในปีหน้าเนื่องจากพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตที่เปลี่ยนไปนั้น โดยที่ผู้ใช้ให้หันมาให้ความสำคัญกับการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ (Mobile Device) มากขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ Video Content Marketing นั้นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
จากตัวเลขของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่าปัจจุบันมีประชากรไทยใช้อินเตอร์เน็ตถึง 26 ล้านคน ในขณะที่มีตัวเลขของผู้ใช้มือถือมากถึง 96 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 144% ของจำนวนคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด
โดย 90% ของผู้ใช้ที่มีอายุ 19-24 ปี จะเข้าอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ
และคนไทยใช้เวลากับการเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือมากถึง 49% ของเวลาที่ใช้ทั้งหมดเมื่อเทียบกับทุกสื่อโดยทีวีมาเป็นอันดับสองอยู่ที่ 36%
Youtube กลายเป็นเหมือนทีวีช่องใหม่อีกช่อง ที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา สามารถเลือกความบันเทิงที่หลากหลายได้ สามารถเลือกดูเมื่อไหร่ก็ได้ ที่เหลือไปกว่าการเป็นทีวีนั้น Youtube ยังสามารถมี interactive ได้อีกด้วย ดังนั้นการทำ Video Content Marketing จึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดควรให้ความสำคัญ เพราะลูกค้าอยู่ที่ไหน เราก็ควรจะปรับตัวไปอยู่ที่ตรงนั้น ใช่ไหมคะ?
Yozzo Youtube Mobile Traffic Thailand
  • ใน 2 ปีที่ผ่านมา จำนวนการดู Video Youtube ของคนไทยเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า
  • Youtube View ของประเทศไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย
มีการทำนายไว้ว่า ในปี 2017 นั้น 74% ของอินเตอร์เน็ต traffic จะมาจาก Content ที่เป็นรูปแบบ Video นอกจากนี้ยังมีตัวเลขจากทาง Syndacast ที่ออกมาช่วยยืนยัน Trend ของ Video Content Marketing อีกด้วย
 สุดท้ายนี้มาดู Video Content ของทาง Flexmedia กันครับ
ที่มา : syndacast, yozzo